เปิดโปงโมเดลสร้างเงินแสนล้านวอน! MBC เจาะลึกรายได้ช่องยูทูบฉาว HoverLab จากการกุข่าวลือเสียหายทำลายชื่อเสียง คิมซูฮยอน

เจาะลึกรายได้ช่องยูทูบฉาว HoverLab จากการกุข่าวลือ คิมซูฮยอน รายการ PD Note เปิดโปงโมเดลธุรกิจไซเบอร์แรคเกอร์ ฟันเงินบริจาคทะลุ 100 ล้านวอน
รายการ PD Note ช่อง MBC สืบสวนรายได้ช่อง HoverLab จากการทำคอนเทนต์ข่าวลือ คิมซูฮยอน
รายการสืบสวนสอบสวน PD Note ทางช่อง MBC เปิดโปงเส้นทางการเงินและโมเดลธุรกิจของช่องไซเบอร์แรคเกอร์ที่สร้างรายได้มหาศาลจากการทำลายชื่อเสียงคนดัง

ประเด็นร้อนในวงการบันเทิงและสื่อออนไลน์ของเกาหลีใต้กลับมาเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดอีกครั้ง หลังจากรายการสืบสวนสอบสวนชื่อดัง PD Note ของสถานีโทรทัศน์ MBC ได้ออกอากาศตอนพิเศษเพื่อตีแผ่ระบบการสร้างรายได้เบื้องหลังช่องยูทูบแนวคอสซิปชื่อดังอย่าง HoverLab หรือที่รู้จักกันในนาม สถาบันวิจัยกาโรเซโร ซึ่งตกเป็นประเด็นอื้อฉาวจากการนำเสนอข่าวลือที่สร้างความเสียหายให้กับพระเอกหนุ่มระดับซุปเปอร์สตาร์อย่าง คิมซูฮยอน (Kim Soo Hyun)

ในการสืบสวนครั้งนี้ รายการได้เชิญ อึนฮยอนจัง ผู้ดำเนินงานช่องยูทูบ Jangsin ซึ่งปัจจุบันกำลังมีคดีความฟ้องร้องกับทาง HoverLab หลังจากที่เขาถูกช่องดังกล่าวกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการปั่นหุ้นและการฉ้อโกงคริปโตเคอร์เรนซี โดยอึนฮยอนจังได้เปิดเผยข้อมูลการบันทึกสถิติรายได้จากการจำลองยอดบริจาคที่ทำเอาผู้ชมถึงกับตกตะลึง

อึนฮยอนจังระบุว่า จากการที่เขาเฝ้าติดตามและจดบันทึกยอดเงินบริจาคที่แสดงขึ้นบนหน้าจอระหว่างการไลฟ์สดของช่อง HoverLab อย่างละเอียด เฉพาะการออกอากาศคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับการโจมตี คิมซูฮยอน และอดีตนักแสดงสาวผู้ล่วงลับ คิมแซรน นั้น ช่องดังกล่าวสามารถกวาดเงินบริจาคจากผู้ชมไปได้สูงถึงประมาณ 118 ล้านวอน หรือคิดเป็นเงินไทยราว 3 ล้านกว่าบาทเลยทีเดียว

เขายังได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ตัวเลขเงินบริจาค 118 ล้านวอนนี้ เป็นเพียงแค่ยอดที่มองเห็นได้จากระบบ Super Chat ในการไลฟ์สดเท่านั้น แต่หากนับรวมรายได้จากค่าโฆษณาที่ระบบของยูทูบจ่ายให้ ยอดการสมัครสมาชิกรายเดือนของช่อง และการเติบโตของจำนวนผู้ติดตามที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่เกิดกระแสข่าวดังกล่าว รายได้ที่แท้จริงของช่อง HoverLab จากกรณีนี้อาจจะสูงกว่าที่ประเมินไว้หลายเท่าตัว อย่างไรก็ตาม ยอดเงินนี้ยังคงเป็นยอดประเมินเบื้องต้นและยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบจากเอกสารทางการเงินอย่างเป็นทางการของบริษัท

ไม่เพียงแต่สร้างรายได้มหาศาลจากการพาดพิงคนดัง แต่อึนฮยอนจังยังได้สะท้อนถึงด้านมืดและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเหยื่ออย่างรุนแรง โดยเขาเปิดเผยว่า หลังจากที่ช่อง HoverLab เริ่มพุ่งเป้ามาโจมตีเขา ธุรกิจและเส้นทางในวงการสื่อของเขาก็พังทลายลงในพริบตา เขาถูกบังคับให้ยุติบทบาทการเป็นพิธีกรในรายการโทรทัศน์เนื่องจากสถานีทนแรงกดดันจากการประท้วงของผู้ชมอาวุโสไม่ไหว

ความเครียดและแรงกดดันทางสังคมทำให้เขาต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าขั้นรุนแรง โดยเขาเล่าด้วยความอัดอั้นว่า เขาเคยไปที่แม่น้ำฮันทุกวัน และเคยคิดแม้กระทั่งว่าจะเขียนชื่อ คิมเซอึย ซีอีโอของช่อง HoverLab ลงในจดหมายลาตายก่อนกระโดดน้ำ เพื่อหวังให้กฎหมายเอาผิดกับอีกฝ่าย แต่หลังจากที่เขาได้เห็นโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับนักแสดงผู้ล่วงลับ อีซอนคยุน เขาก็ตระหนักได้ว่า ต่อให้เขาต้องสูญเสียชีวิตไป สุดท้ายแล้วก็อาจจะไม่มีคนผิดคนไหนที่ต้องรับโทษอยู่ดี

ทางด้านผู้เชี่ยวชาญและนักวิจารณ์สื่อที่มาร่วมวิเคราะห์ในรายการ PD Note ได้แสดงความกังวลอย่างมากต่อพฤติกรรมของช่องลักษณะนี้ โดย จอนจียุน นักวิจารณ์ด้านสื่อสารมวลชนกล่าวว่า ช่อง HoverLab ได้สร้างรูปแบบธุรกิจที่อันตรายขึ้นมา ด้วยการนำระบบการประจานคนในสังคมและการยุยงให้เกิดการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Online Harassment) มาเปลี่ยนให้เป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งนี่ถือเป็นต้นแบบความสำเร็จของสิ่งที่สังคมเกาหลีใต้เรียกว่า ไซเบอร์แรคเกอร์ (Cyber Wreckers) หรือกลุ่มคนที่หากินกับความฉาวและความพินาศของผู้อื่น

เมื่อตรวจสอบงบการเงินอย่างเป็นทางการของบริษัท HoverLab ที่มีการอ้างอิงในรายการ พบว่ารายได้ต่อปีของช่องนี้เติบโตขึ้นอย่างน่ากลัว โดยในปี 2019 มีรายได้อยู่ที่ 1.76 พันล้านวอน ก่อนจะขยับขึ้นเป็น 4.35 พันล้านวอนในปี 2020 และทะยานต่อเนื่องเป็น 4.5 พันล้านวอนในปี 2021 จนกระทั่งในปี 2022 ช่องนี้ทำรายได้ทะลุถึง 5 พันล้านวอน หรือประมาณ 130 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคอนเทนต์แนวโจมตีบุคคลนั้นทำเงินได้มหาศาลเพียงใด

ความคืบหน้าทางกฎหมายล่าสุด ทางอัยการจากสำนักงานอัยการเขตกรุงโซลกลาง ได้ดำเนินการสั่งฟ้อง คิมเซอึย ซีอีโอของ HoverLab อย่างเป็นทางการแล้ว ในข้อหาแพร่กระจายข้อมูลอันเป็นเท็จและละเมิดกฎหมายว่าด้วยเครือข่ายข้อมูลและการสื่อสาร โดยอัยการระบุว่า คิมเซอึย ได้กุข่าวลือว่า คิมซูฮยอน เคยเดตกับ คิมแซรน ตั้งแต่สมัยที่ฝ่ายหญิงยังไม่บรรลุนิติภาวะ และอ้างว่าแรงกดดันจากฝั่งของคิมซูฮยอนเป็นสาเหตุที่ทำให้ฝ่ายหญิงเสียชีวิต นอกจากนี้ยังมีการนำภาพถ่ายส่วนตัวมาเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อข่มขู่ให้คนดังออกมายอมรับผิดอีกด้วย

ในปัจจุบัน กฎหมายของประเทศเกาหลีใต้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การแพร่กระจายข่าวลือที่เป็นเท็จบนโลกออนไลน์ถือเป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษร้ายแรง และหากพิสูจน์ได้ว่าผู้กระทำความผิดมีเจตนาทำลายชื่อเสียงโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือรู้ทั้งรู้ว่าเป็นเรื่องโกหก โทษที่จะได้รับก็จะยิ่งหนักขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้เหยื่อยังสามารถยื่นฟ้องทางแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายจากการสูญเสียรายได้ทางธุรกิจและค่าชดเชยความเสียหายทางจิตใจได้อีกเช่นกัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ คิมซูฮยอน ในครั้งนี้ ได้กลายเป็นตัวเร่งให้เกิดกระแสเรียกร้องจากทั้งสมาชิกรัฐสภาและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายในเกาหลีใต้ ให้มีการยกระดับมาตรการจัดการกับกลุ่ม ไซเบอร์แรคเกอร์ อย่างจริงจัง รวมถึงการบีบให้แพลตฟอร์มระดับโลกอย่างยูทูบต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยให้ช่องเหล่านี้ใช้ระบบสตรีมมิงและ Super Chat ในการสร้างรายได้จากการทำลายชีวิตของผู้อื่น เพื่อไม่ให้มีเหยื่อรายต่อไปในอนาคต

แชร์โพสต์: