จางวอนยอง (Jang Won Young) สมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังวง IVE ตกเป็นศูนย์กลางของประเด็นร้อนอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ดราม่าได้บานปลายไปไกลกว่าเรื่องพฤติกรรมของคนดัง เมื่อเหตุการณ์ที่สนามบินกิมโป (Gimpo Airport) ได้ลุกลามกลายเป็นการยื่นเรื่องร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อการท่าอากาศยานเกาหลี (Korea Airports Corporation) เพื่อเรียกร้องให้มีการชี้แจงและกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคลของผู้โดยสารให้มีความชัดเจนและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น
ตามรายงานจากสื่อท้องถิ่นอย่าง Sports Kyunghyang ระบุว่าเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา ได้มีการส่งหนังสือร้องเรียนอย่างเป็นทางการไปยังฝ่ายบริหารความปลอดภัย แผนกปฏิบัติการบินของสนามบินนานาชาติกิมโป โดยเนื้อหาในเอกสารคำร้องได้ขอคำชี้แจงอย่างละเอียดรวมถึงแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับขั้นตอนการยืนยันตัวตนบริเวณอาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ซึ่งทางด้านการท่าอากาศยานเกาหลีได้รับเรื่องไว้ และระบุว่าจะดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนจะแถลงไขข้อข้องใจผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในวันที่ 23 มิถุนายนนี้
ชนวนเหตุของความขัดแย้งทั้งหมดนี้เริ่มต้นขึ้นจากคลิปวิดีโอที่ถูกบันทึกไว้เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา ในขณะที่ จางวอนยอง กำลังเดินทางออกจากสนามบินนานาชาติกิมโปเพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยในคลิปดังกล่าวไอดอลสาวกำลังเข้ารับขั้นตอนการตรวจเช็กหน้าพาสปอร์ตก่อนผ่านจุดสแกนความปลอดภัย ซึ่งในจังหวะที่เจ้าหน้าที่สนามบินขอให้เธอลดหน้ากากอนามัยลงเพื่อเทียบใบหน้ากับรูปถ่ายในหนังสือเดินทาง จางวอนยอง ได้ใช้นิ้วเปิดปีกหมวกแก๊ปขึ้นเล็กน้อยและเลื่อนหน้ากากอนามัยลงมาไว้ใต้คางเพื่อแสดงใบหน้าตามคำขอ
อย่างไรก็ตาม หลังจากวิดีโอนี้ถูกเผยแพร่และแชร์ต่อไปในวงกว้างบนโลกออนไลน์และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ชาวเน็ตบางกลุ่มได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์และตำหนิพฤติกรรมของเธอ โดยอ้างว่าเธอกระทำการตอบรับคำสั่งของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้วยท่าทางที่ไม่จริงใจและดูไม่เต็มใจ จนเกิดเป็นสงครามน้ำลายเกี่ยวกับเรื่องทัศนคติของเธอ ในขณะที่แฟนคลับและชาวเน็ตอีกฝ่ายได้ออกมาโต้แย้งอย่างรุนแรงว่า จางวอนยอง ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยของสนามบินอย่างครบถ้วนแล้วด้วยการเปิดเผยใบหน้าให้เจ้าหน้าที่เห็น และไม่เห็นว่าการกระทำของเธอจะมีปัญหาใดๆ ต่อการปฏิบัติงาน
แต่ทว่าผู้ที่ยื่นคำร้องเรียนในครั้งนี้ได้มองข้ามประเด็นเรื่องการโจมตีตัวบุคคลที่เป็นดาราไป และชี้ให้เห็นว่าปัญหาที่แท้จริงคือความไม่ชัดเจนของระบบปฏิบัติงาน โดยได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับสนามบินนานาชาติต่างๆ เช่น สนามบินนานาชาติอินชอน ซึ่งเป็นสนามบินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ที่นั่นจะมีการติดป้ายประกาศคำเตือนอย่างชัดเจนและเด่นชัดในขั้นตอนแรกของการคัดกรองความปลอดภัย โดยกำหนดให้ผู้โดยสารทุกคนต้องถอดหน้ากากอนามัย หมวก และแว่นตากันแดดออกเป็นการชั่วคราว เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการตรวจสอบ ซึ่งระบบนี้ช่วยลดความสับสนและส่งเสริมความร่วมมือโดยสมัครใจจากผู้เดินทางได้เป็นอย่างดี
ในทางกลับกัน สนามบินบางแห่งภายใต้การดูแลของการท่าอากาศยานเกาหลีกลับไม่มีป้ายคำแนะนำที่มองเห็นได้ชัดเจนในลักษณะเดียวกัน ทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ปฏิบัติงานอยู่หน้างานต้องคอยเอ่ยปากขอร้องผู้โดยสารเป็นรายบุคคล ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าวิธีการนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดความเข้าใจผิด ความขัดแย้งระทบกระทั่งระหว่างผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่ รวมถึงการเกิดประเด็นดราม่าทางสังคมดังเช่นกรณีที่เกิดขึ้นกับ จางวอนยอง
นอกจากนี้ ผู้ร้องเรียนยังได้เรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลข้อบังคับภายในที่เป็นลายลักษณ์อักษร รวมถึงชื่อเฉพาะของกฎระเบียบ หน่วยงานที่รับผิดชอบ และบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเน้นย้ำว่ากฎเกณฑ์เหล่านี้ควรถูกนำมาใช้ปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันและไม่มีข้อยกเว้นสำหรับผู้โดยสารทุกคนทั่วประเทศ โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางสังคม ชื่อเสียง หรืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักธุรกิจระดับสูง หรือศิลปินคนดัง ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่าการยื่นคำร้องในลักษณะนี้เป็นการส่งสัญญาณและพาดพิงถึงกรณีอื้อฉาวในอดีตที่เคยมีบุคคลผู้มีชื่อเสียงได้รับสิทธิพิเศษหรือข้ามขั้นตอนการตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคลตามมาตรฐานที่สนามบินในประเทศ
หากพิจารณาตามหลักกฎหมาย ภายใต้มาตรา 15 วรรค 3 ของกฤษฎีกาการบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยการบินของเกาหลีใต้ ผู้ดำเนินการสนามบินมีหน้าที่ตามกฎหมายในการเปรียบพาสปอร์ตเดินทางและเอกสารระบุตัวตนเพื่อยืนยันตัวบุคคลของผู้โดยสาร และหากไม่สามารถตัดสินได้จากรูปถ่ายเพียงอย่างเดียว เจ้าหน้าที่ก็มีสิทธิ์ในการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ การออกมาเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยยกระดับและสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่โปร่งใสให้กับการบริการของท่าอากาศยานในเกาหลีใต้ต่อไปในอนาคต